แสงแรกของวันใหม่มันช่างสวยงามเหลือเกิน เมื่อค่อยๆทอแสงลอยผ่านม่านหมอก ฉันฝันไปหรือเปล่า นี่ไม่ใช่ความฝัน ฉันกำลังยืนอยู่บนยอดผาสูงรับแสงตะวัน ลมหนาวที่มากระทบบนใบหน้าฉัน ช่างหนาวจับใจเหลือเกิน ฉันเดินทางมาไกลมาก แต่ความรู้สึกของฉันตอนนี้ วิ่งหนีเท่าไรก้อไม่พ้นสักที กับความรู้สึกเดิมๆ ที่พบเจอในชีวิตกับการแอบคิดไปเองฝ่ายเดียว
รักแท้ที่ฉันเฝ้ามองหามาตลอด กับกลายเป็นการคิดไปเองฝ่ายเดียวทุกครั้งไป อยากจะถามออกไปหลายครั้ง แต่ต้องตัดใจทุกครั้งเช่นกัน เหมือนความรู้สึกตอนนี้ที่โดดเดียวเหลือเกิน เมือยืนอยู่บนยอดเขาเพียงลำพัง ไม่มีใครยืนเคียงข้าง ตั้งแต่วันนั้น
"หวัดดีจ้ะทุกคน เรากลับมาแล้ว" ฉันเพิ่งกลับมาจากเที่ยวต่างจังหวัดทางเหนือ ได้พักร้อนนานๆ เหมือนไปเติมพลังชีวิต พร้อมที่จะกลับมาทำงานใหม่อีกครั้ง และเหมือนได้ออกไปผจญภัยในโลกอีกแบบหนึ่งด้วย หลีกหนีจากโลกที่วุ่นวายสับสน ไปอยู่ที่สงบท่ามกลางธรรมชาติ ได้กลับไปใช้ชีวิตเรียบง่าย แต่ด้วยหน้าที่การงานของตัวเองก้อเลยต้องกลับมาใช้ชีวิตคนเมืองเหมือนเดิม ที่ๆเต็มไปด้วยสิ่งปรุงแต่งสำเร็จรูปมากมาย มีทุกข์มากกว่ามีสุขซะอีก ฉันเริ่มเดินแจกของฝากที่ตั้งใจไว้ว่าจะเป็นเครื่องหมายสำหรับการเดินทางครั้งนี้ มัวแต่เพลินกับการแจกของฝากเลยไม่ได้สังเกตว่า บรรยากาศในออฟฟิศมีอะไรเพิ่มขึ้น จนเมื่อวางของฝากไว้ที่โต๊ะทำงานตัวหนึ่งให้กับคนๆหนึ่งที่ฉันไม่เคยเห็นมาก่อน ไม่คุ้นหน้ามา และมองผ่านเลยไป จำหน้าไม่ได้เลย จนได้ไปกินข้าวเที่ยงด้วยกันถึงได้มีเวลานั่งมองหน้าว่า เค้าหน้าตาแบบนี้นี่เอง
ความรู้สึกเริ่มก่อตัวตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ ตอบตัวเองไม่ได้เหมือนกันว่ามันเกิดอะไรขึ้น เราปิดตายเรื่องนี้ไปแล้ว โยนทิ้งบนยอดภูไปแล้ว เราเบื่อกับเรื่องพวกนี้แล้ว ทำไมต้องกลับมาเป็นแบบเดิมอีก ทุกครั้งที่คิดก้อช้ำไม่หาย คิดไปคิดมา ว่าเราไม่เหมือนคนอื่นตรงไหน ถึงได้จมอยู่กับความเจ็บแบบนี้ โดยบอกใครก้อไม่ได้ มันหายใจไม่ออก ทุกครั้งที่เจอหน้า ทำไมมันเจ็บแบบนี้ พูดก้อไม่ได้ ลืมก้อไม่ได้ ต้องทำยังงัยถึงจะหาย ความเจ็บที่บอกใครไม่ได้ทำไมมันทรมานแบบนี้ การฝืนและอดกลั้นแบบนี้ จะต้องแก้ยังงัย จะลืมคำหวานๆ และลบออกจากหัวไปได้ยังงัย จะลบภาพพวกนั้นออกไปได้ยังงัย ฉันจะต้องทำยังงัย จะหมดแรงอยู่แล้ว ไม่อยากเจอ ไม่อยากอยู่ใกล้ ไม่อยากได้ยินอะไรอีกแล้ว มีไหมที่ไม่ต้องมาเจอกันอีก หายจากกันไปเลย ช่วยบอกที วันที่ใจฉันจะกลับมาแข็งแรงอีกทีจะมีไหม วันที่ฉันจะลืมเธอได้สนิทสักที วันนั้นอยู่ไหน...
แต่ชีวิตต้องดำเนินต่อ ไม่ว่าจะลืมเรื่องนี้ไม่ได้สักที ในเมื่อเราไม่ได้มีค่าสำหรับเค้าอีกแล้ว เราจะยื้ออีกต่อไปทำไม เรากำลังฝันลมๆแรงๆ อยู่เท่านั้น เราต้องทนพิษบาดแผลหัวใจครั้งนี้ให้ได้ ไม่จะยังงัยต้องข้ามผ่านเรื่องนี้ไปให้ได้ เราไม่ยอมที่จะเป็นตัวตลกให้ใครมาล้อเราเล่นอีกแล้ว ฉันยังมีเรื่องราวมากมายที่ต้องค้นหา ต้องเดินทางไปเจอ เส้นทางชีวิตข้างหน้าของฉันจะเป็นอย่างไร ฉันจะเป็นคนกำหนดเส้นทางของการเดินทางครั้งนี้เอง เพื่อไขว่คว้าความสุข ที่ฉันรอคอยมาตลอด กำลังจะเริ่มขึ้นแล้ว...
นอนนับดาวบนดอยวาว
คืนวันศุกร์ที่แสนสบาย ไม่รีบร้อนอะไร แต่ตื่นเต้นในใจตลอดจะได้ไปเที่ยวเหนือแล้ว ไปตอนหน้าหนาวนี้ วิวต้องสวยแน่เลย นัดแนะกันไว้ที่ใต้ตึกทำงานเพื่อรอรถที่จะนั่งกันไปเที่ยวเหนือ เป็นทริปที่เที่ยวเฉพาะเพื่อนๆกัน ยิ่งทำให้เสียงคุยไม่เคยเงียบ มีเสียงกันตลอดทางแน่ๆ พอรถเข้ามาเทียบข้างทาง เราพากันหิ้วสะพายเป้เดินทางของแต่ละคนลำเลียงไปไว้หลังรถ เข้าจับจองที่นั่งกันใหญ่ เริ่มต้นก้อสนุกแล้ว พอสมาชิกมากันครบแล้ว รถก้อเริ่มเคลื่อนตัวออกจากใต้ตึก รถวิ่งมุ่งหน้าออกจากกรุงเทพฯ ไปเรื่อยๆ เริ่มดึกขึ้นเรื่อยๆ ก้อเริ่มเคลิ้มหลับกันไปบ้างแต่ยังไม่หลับสนิท มีจอดแวะเข้าปั๊มน้ำมันบ้าง ก้อต้องตื่นมาเข้าห้องน้ำ เพราะต้องเตรียมเดินทางอีกไกลเรียบร้อยกันแล้ว ก้อเริ่มเดินทางมุ่งหน้าสู่ภาคเหนือของไทยกันเลย ช่วงนี้ได้หลับยาวหน่อย มารู้สึกตัวอีกทีรถก้อวิ่งสู่ทางชันขึ้นเขาแล้ว หมอกก้อลงด้วย แถมวิ่งตามรถพ่วงด้วย ที่นี่เลยต้องตื่นกันหมด เพราะช่วยอยู่เป็นเพื่อนคนขับ เปิดเพลงเกาหลีช่วยอีกแรง เหลือบดูนาฬิกาก้อใกล้เช้าแล้ว ไกด์ใจดีของเราบอกแผนว่าจะแวะที่ตลาดเช้าของจังหวัดแพร่ ไปกินน้ำเต้าหู้กันก่อนขึ้นไปดูพระอาทิตย์ขึ้นที่ ดอยเสมอดาว ไปแวะดูแม่น้ำโขง และฝั่งลาว อยากจะบอกว่าอากาศเย็นจับใจเลย นี่ขนาดใส่มาหลายชั้นแล้วนะเนี้ยะ พอถึงตลาดเช้า ลงจากรถมาได้ ก้อสัมผัสกับความหนาวเย็นอย่างจัง มองไปบนฟ้าเห็นแต่ไอหมอกลอยอยู่เต็มไปหมด พวกเราเริ่มกันสำรวจตลาดเช้า เป็นความรู้สึกถึงความสุขจริง ดูสงบเงียบไม่วุ่นวาย ผู้คนน่ารักยิ้มแย้ม พากันแวะชมร้านขายผัก ผลไม้กันจนเพลินเลย เดินมาจนสุดตลาดก้อได้เจอร้านขายน้ำเต้าหู้กับปาท่องโก้ ราคาถูกมาก อิ่มด้วย อุ่นขึ้นเยอะเลย จากนั้นเราก้อเตรียมเดินทางขึ้นดอยเสมอดาวกันต่อ ซึ่งชาวบ้านบอกว่าบนดอยตอนนี้อุณหภูมิอยู่ที่ 0 องศาเลยที่เดียว รถเริ่มขับออกจากเส้นทางลาดยาง เข้าสู่ถนนลูกรัง ทางก้อเริ่มแคบลงเรื่อยๆเช่นกัน พอฉันชำเลืองออกไปข้างหน้าต่าง พระเจ้าช่วย ข้างล้อรถเป็นเหวเลย ได้แต่ภาวนาว่าให้คนขับรถดีๆ ใจเต้นระรัวเลยที่เดียว แทบกลั้นหายใจ แต่พอมาถึงที่หมายกลับทำให้รู้สึกถึงความสบาย สัมผัสถึงอากาศที่สบาย สดชื่นยามเช้า จากนั้นก้อพากันปีนขึ้นไปชมพระอาทิตย์ขึ้นกัน อยากจะบอกการเดินทางครั้งนี้คุ้มค่าจริง บรรยายเป็นคำพูดไม่ได้เลยอยากให้เห็นภาพจริงๆๆ แสงสีทองระยิบระยับพาดผ่านทะลุหมอก ลงกระทบกับแม่น้ำข้างล่างช่างเป็นภาพที่สวยเกินบรรยายจริงๆๆ
มีหลายเรื่องที่เกิดกับฉันอย่างไม่ได้คาดหวังมาก่อน คุณเชื่อในพรหมลิขิตหรือเปล่า ว่าทำไมถึงได้รู้จักคนๆนี้ ต่างที่มา แล้วได้มาพบกัน ในจังหวะชีวิตที่เราไมมีใคร คนที่เราตามหามาตลอด ที่คอยเดินทางตามหาใจอีกดวงที่อยู่กับใครสักคนบนโลกนี้ บางเรื่องในชีวิตมันซํบซ้อนจนถึงกับรับไม่ไหวมาแล้วก้อมี คอยถามตัวเองว่า เราเกิดมาเพื่ออะไร เกิดมาทำไม ฉันเฝ้าตามหาคำตอบของตัวเองมาโดยตลอด เพื่อความรักหรือเปล่า? บางครั้งคำตอบคือใช่ แต่แล้วทุกอย่างก้อมลายหายไปหมด นับจากวันที่ฉันได้เห็นภาพนั้น
เริ่มเดินทางก้าวต่อไปในการสำรวจชีวิตท่ามกลางธรรมชาติที่ไม่เคยสัมผัส ชีวิตอีกมุมที่ซ่อนอยู่ภายใต้ท้องฟ้าที่สีฟ้าสดใส อากาศเย็นๆ แสงแดดอบอุ่น ฉันกางแขนสุดแรงเพื่อกอดบรรยากาศตรงหน้าให้ได้มากที่สุด บันทึกเก็บไว้ว่าฉันเคยมายืนตรงนี้....ครั้งหนึ่งในชีวิต
บรรยากาศในเมืองน่านช่างสงบ ผู้คนยิ้มแย้ม และสถานที่ที่มีการบันทึกเรื่องราวประวัติศาสตร์ไว้อย่างน่าสนใจ ไม่ว่าจะเป็นวัดภูมินทร์ที่เป็นรูปโชว์ในแบงค์ยี่สิบบาท พิพิธภัณฑ์ที่มีงาดำที่มีตำนานที่เล่าขานอย่างยิ่งใหญ่ มีวัดที่เล็กที่สุดในโลก และวัดช้างค้ำ มีหลวงพ่อทันใจ อิ่มบุญกันเลยเดินสำรวจได้ไม่เบื่อ ตื่นตาตื่นใจทีเดียว และยิ่งแวะพักทานอาหารเหนือแท้ยิ่งได้บรรยากาศครบรสเลยทีเดียว สัมผัสได้ที่ถึงความเป็นมาของเมืองนี้เลย จากนั้นเราก้อเดินทางไปหาจุดหมายสำคัญคือ การไปไหว้พระธาตุแช่แห้ง สถานที่ฉันประทับใจไม่มีวันลืมเพราะฉันไม่คาดคิดว่าจะได้มา เคยแต่อ่านเรื่องราวตำนานผ่านหนังสือ และในเว็บไซต์เท่านั้น พอได้มากราบไหว้แล้วเหมือนฝันไป สวยจริงๆๆถ่ายรูปกันสักระยะ ก้อเริ่มเดินทางผจญภัยกันต่อเพื่อไปพิชิตยอดภูถัดไปนั่นก้อคือดอยวาว
สีเขียวกับสีส้มของใบไม้สุดลูกหูลูกตาสองข้างทาง ฉันมองมาเกือบสองชั่วโมงได้ แล้วก้อนั่งวนรอบเขาเกือบจะถึงร้อยรอบได้แล้วมั้ง ยอดเขาที่เห็นตรงหน้านั่นคือจุดหมายที่พักในคืนแรกของการเดินทาง ซึ่งเป็นที่ตั้งของอุทยานแห่งชาตินันทบุรี มีบางช่วงที่เผลอหลับไป เราเดินทางออกจากตัวเมืองน่านเมือตอนบ่ายกว่าๆ ตอนนี้ก้อจะเย็นแล้ว อีกไม่กี่อึดใจเราก้อจะถึงที่หมายกันแล้ว รถเริ่มวิ่งผ่านหมู่บ้าน ซึ่งเป็นที่พักของพวกชาวเขา สภาพบ้านเรือนของพวกเค้าก้อยังคงเอกลักษณ์ไว้ อยู่กันตามอัตภาพ แต่ก้อมีบ้างที่มีวัฒนธรรมคนเมืองเข้าไปดูจากเสื้อผ้าที่ใส่ หรือรถมอเตอร์ไซค์ ในใจฉันก้อหวังว่า ความเป็นธรรมชาติจะยังคงอยู่แบบนี้ไปเรื่อยๆๆ ไม่อยากให้เจริญไปตามโลกาภิวัฒน์ที่มีแต่ความวุ่นวาย แก่งแย่ง และความเห็นแก่ตัวที่เห็นได้ทั่วไปในเมืองหลวง
รถเริ่มชะลอความเร็วเพื่อเลี้ยวเข้าสู่ลานกว้างหน้าที่ทำการอุทยานแห่งชาติ พวกเรามาถึงกันแล้ว เจ้าหน้าที่รีบเข้ามาช่วยแนะนำที่จอดและอธิบายที่พักให้เราฟัง พร้อมจัดเตรียมอาหารเย็นให้พวกเราด้วย ฉันมองออกไปยังลานกว้างที่สาดส่องด้วยแสงสีส้มของดวงอาทิตย์ที่กำลังจะตกดิน เป็นทิวทัศน์ที่สวยสงบเมือมองจากจุดสูงสุดของภูเขาลูกนี้ ตามลานกว้างมีชาวบ้านทั่วไปมากางเต็นท์เพื่อรอรับไอเย็นของอากาศในหน้าหนาวนี้ด้วย พี่ไกด์ใจดีบอกกับพวกเราว่า ยังพอมีเวลาเหลือก่อนที่พระอาทิตย์จะตกดิน ให้พวกเราไปยังที่พักกันก่อนก้อได้ จะอาบน้ำทำธุระส่วนตัวก่อนได้ พวกเราเห็นว่าถ้ารีบอาบน้ำกันก่อนก้อคงดีอากาศจะได้ไม่เย็นมาก ที่พักของพวกเราวิวสวยจริงๆๆ มีระเบียงชมพระอาทิตย์ และธรรมชาติได้อย่างใกล้ชิดเลยทีเดียว หาซื้อที่ไหนไม่ได้เลย ตอนนี้ฉันได้แต่กระโดดกระเต้นเพื่อเตรียมอาบน้ำ ขอบอกว่าหนาวเย็นมากจริงๆอิๆๆ
edit @ 16 Oct 2008 15:40:56 by jira
edit @ 16 Feb 2009 13:45:27 by jira
edit @ 20 Feb 2009 12:17:58 by jira
edit @ 20 Feb 2009 13:42:34 by jira
edit @ 20 Feb 2009 13:46:39 by jira
edit @ 25 Feb 2009 18:13:29 by jira
edit @ 12 Mar 2009 09:42:04 by jira
edit @ 31 Mar 2009 09:21:06 by jira
edit @ 10 Apr 2009 14:37:50 by jira
edit @ 16 Apr 2009 09:28:43 by jira